วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2565

อาหารปัจจโยจริงๆไม่ใช่แค่อาหารของกาย

 อาหารปัจจโยจริงๆไม่ใช่แค่อาหารของกาย แต่เป็นอาหารของจิตของใจ คือธรรมะความรู้ความเห็นที่เกิดจากสุตต+จินต+ภาวนามยปัญญา

อิ่ม ปีติ บ่กินบ่นอนกะได้ เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบาน
อาหาร คือ สิ่งที่อุปถัมภ์ให้เกิดธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
อาหาร แยกได้ 4 อย่าง คือ
       1. กวฬิงการาหาร...อาหารคือคำข้าว คือ ธรรมที่อุปถัมภ์ให้รูปกายดำรงอยู่ได้
โดยสมมุติธรรม คือ ข้าว ปลา อาหาร น้ำ เครื่องดื่ม และยา
โดยปรมัตถ์ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ สี กลิ่น รส และ โอชา (โอชา คือ ธาตุอาหารที่เจืออยู่ในอาหาร)
       2. ผัสสาหาร...อาหารคือผัสสะ เป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา พร้อมทั้งเจตสิกทั้งหลายที่จะเกิดตามมา
       3. มโนสัญเจตนาหาร...อาหารคือมโนสัญเจตนา ได้แก่ ความจงใจ เป็นปัจจัยแห่งการทำ พูด คิด ซึ่งเรียกว่ากรรม เป็นตัวชักนำมาซึ่งภพ คือ ให้เกิดปฏิสนธิในภพทั้งหลาย
       4. วิญญาณาหาร...อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
จะเห็นได้ว่า อาหารทั้งหมดมี 4 หมวดใหญ่ มีเพียงหมวดเดียวที่ใช้บำรุงรูปกาย ส่วนอีก 3 เป็นอาหารของ จิต และ เจตสิก
สัตว์แต่ละภพ มีอาหารต่างกัน บางภพต้องอาศัยอาหารทั้ง 4 แต่บางภพก็ไม่ต้องอาศัยอาหารกาย ต้องการเพียงอาหารจิตเท่านั้น
อาหารปัจจโยจริงๆไม่ใช่แค่อาหารของกาย แต่เป็นอาหารของจิตของใจของเจตสิกด้วย
รูปขันธ์ 1  นาม 3  (ผัสสะ 1 มโน 1 วิญญาณ 1)
ถ้าว่าตามอภิธรรม ที่ถกหัวข้อธรรมนี้ขึ้นมา คือการทำเหตุ บำรุงเลี้ยงดู ขันธ์ 5 เพื่ออินทรีย์ เพื่อฌาณ เพื่อบำเพ็ญ บำเพ็ญเพื่อนิพพาน เพื่อกระแสนิพพาน
แต่ถ้ากลับกัน เอาไปใช้ในทางที่ผิด เช่นเสพกาม เสพความเพลิน รูปรถกลิ่นเสียงสัมผัสอารมณ์ ดูหนังฟังเพลงต่างๆ ก็จะไม่ได้ไปนิพพาน คนละฝั่งกับเลย ฝั่งทุกข์ ฝั่งโลก กับฝั่งนิพพาน สั่งสมความโลภ สั่งสมราคะ บ้านสวยๆรถแพงๆ นาฬิกาแพงๆสาวๆสวยๆ ก็จะติดอยู่กับโลกอย่างนี้

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2565

ธรรมจักรกัปปะวัตตะนะสูตร



 ธรรมจักรกัปปะวัตตะนะสูตร

#รูปแรก

นันทิราคะ สะหะคะตา

หน้าแรก ให้ละนันทิ และตัณหา ภวะตัณหา วิภะวะตัณหา ทั้งหมดนี้คือสมุทัย เห็นให้เกิดทุกข์ นันทิ คือความเพลิน คือที่ตั้งแห่งอารมณ์ ให้ดำรงตนให้อยู่ความไม่เสพอารมณ์ความเพลิน คือแบบบ่ต้องคิดหยัง เฮ็ดจิตว่างๆ 

- กามตัณหา ภวะตัณหา คือความอยาก อยากหยัง อยากในกามคุณ 5 อยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากเสพอารมณ์ จากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม เที่ยวผับ แทงสนุ๊ก ไปอาบอบนวด ไปร้องเพลงคาราโอเกะ ไปกินเข้าซูชิ เนื้อย่างแพงๆ  มันบ่ผิดศีลดอก แต่มันบ่ได้เป็นไปเพื่อมรรค 8 เพื่อหลุดพ้น อยากหลุดพ้น กะต้องหลุดออกมา ให้เบิ่งอาการที่จิตมันหิว มันอยาก นั่นคือ เจตสิกตัวกิเลสมันไปปรุงจิต ให้อยากนั่นอยากนี่ ให้ถือทางสายกลาง อย่างเดียวคือ 1.ไผเดือนร้อนบ่  2. เฮาเดือดร้อนบ่ 3. ได้ประโยชน์อีหยังแน่ ถ้าเฮ็ดแล้วมีประโยชน์มีเหตุผลกะเฮ็ดไป แต่ต้องบ่ไปตามความอยาก กิเลส ราคะ โลภโกรธหลง 

- วิภะวะตัณหา อันนี้ คือ คือความบ่อยาก เช่น ไม่อยากให้เธอไปจากใจฉันเลย พะนะ ว่าไป สมมุติ เงินหาย 100 นึง เอากลับมาบ้าน นั่งคิดฮอดมันอยู่ 3 , 4 ชั่วโมง เสียไปใสน้อ เสียไปใสน้อ ย้อนเงิน 100 เดียว บางคนน่ะ เสียเงิน 100 เดียวกะบ่ได้ ต้องเสียเวลาโทรไป call center ทวงคืนความยุติธรรม สร้างเรื่อง สร้างความเดือนร้อนให้พนักงานผู้บริการลูกค้าเขา เอ้อ จั่งแม่นเนอะคนเฮา อย่าว่าแต่พ่อตายแม่ตายเลย เงินเสีย100นึง มันยังจ่มแล้วจ่มอีกยุ เพราะหยัง เพราะว่ายึด ยึดว่ามีตัวมีตน มีเฮา มีลูก มีเมีย มีเงินมีทอง มีบ้านมีรถ มีพ่อมีแม่ พอเสียคนฮักของฮัก มื่อนั่นหล่ะ ตัวนี่สิทำงานทันที แล้ววิภะวะตัณหาตัวนี่ละคือโต ขี่คร้าน  พอแม่ใซ้ ลูกไปปิดน้ำให้แม่แหน่  บ่ขี้คล้าน เล่นเกมก่อน  ลูก ไปเบิ่งควายให้แม่แหน่ - บ่ขี้คล้าย เบิ่งหนังก่อน เป็นอยู่บ่ ลูกเจ้า

จำไว้เด้อ สุขกะบ่เอา ทางสุขคือการเสพกาม เพิ่นว่าหีโน แปลว่าเป็นของต่ำทราม เพิ่นว่า แล้วกะ ทุกข์กะบ่เอา ทางแห่งความโศกเศร้าเสียใจบ่เอา อันใดเสียไปแล้วช่างมัน เอาทางสายกลางอย่างเดียว คือจั่ง ตอนพระพุทธเจ้าทรมานตนแล้วเทวดามาดีดพิณให้ฟัง ย่อนไปกะบ่ดี เคร่งไปกะบ่ดี เอาแต่พอดี มันสิเป็นจุดตรงกลางช่องน้อยๆ 0.0000000001 มันจั่งสิกลาง  555

หา เบรคอีเว้นพอยด์ให้เจอ ตั้งราคาถูกหลาย คนกะซื้อหลาย ตั้งแพงหลาย คนกะซื่อหน่อย

แต่ตั้งราคาตรงกลางๆ พอดีๆ เป็นจุดที่ได้กำไรหลายที่สุด แล้วกะบ่เหนื่อยหลายพร้อม  

#รูป 2




อะเสสะ วิราคะ นิโรโธ คือความพ้นทุกข์  คือ วิราคะ วิราคะ คือไม่มีราคะ  นิโรโธ สงบเย็น ดับ ไม่กำเริบ มุตติ ก็คือ วิมุติ หลุดออกจากสมมุติ คือ มุดออกจากมุ้งนั่นละ อะนาละโย แปลว่า ผู้ไม่มีความอาลัย เหมือนหลวงปู่ขาว อนาลโย เคยได้ยินไหม หลวงปู่ขาว ศิษย์หลวงปู่มั่น รุ่นแรกๆ

มาแปลให้นี่ไม่ได้จบเปรียญ 9 ประโยค แต่ก็แปลได้ 

#รูป3



ทุกขนิโรธะคามินี ปฏิปะทา

หนทางที่จะออกจากทุกคืออะไรเล่า

ปฏิปะทา แปลว่า ปฏิปะทา เช่น ปฏิปะทา ของหลวงปู่มั่น

ทุกข+ นิโรธะ + คามินี + ปฏิปะทา = ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หนทางที่จะออกจากทุกข์คืออะไรเล่า การจะเข้าไปสงบเย็นทุกข์นี้จะต้องทำอย่างไรเล่า ความสำรอกออกซึ่งทุกข์นี้คืออย่างไรกันเล่า  นิโรธะ จริงๆแปลว่าหลุดพ้น เหมือนกับนักโทษแหกคุก แหกออกจากคุกนั่นแหละ  เหมือนน้ำมันไหลออกจากคูคะนา คือคนมาเป่งน้ำ คือเขื่อนแตกเนี่ย น้ำไหลออก รื่อๆ ท่วมบ้านท่วมเมือง คือคนมุดออกจากมุ้งนั่นแหละ เคยนอนในมุ้งในกรดในเต๊นท์บ่ นิโรธนี่กะคือกันนั่นหละ

---

#รูป 4



มรรค 8 คือหนทางนั้น

คือหนทางสายกลาง

คือมัชชิมาปฏิปทา

ได้แก่อะไรเล่า

1.สัมมาทิฎฐิ -- ความเห็นตรง - ความเห็นตรงคือปฏิบัติไปเพื่อนิพพานส่วนเดียว เพื่อต้องการหลุดพ้นจากทุกข์

สัมมาสังกัปโป - สังกัปชอบ คือสังกัปที่จะออกจากกาม และไม่ไปในทางแห่งการทรมานตนเอง สุขก็ไม่เอา ทุกข์ก็ไม่เอา ลาบก็ไม่เอา ก้อยก็ไม่เอา ยศก็ไม่เอา สุกก็ไม่เอาดิบก็ไม่เอา 555 ออกจากโลกธรรม 8 ลาภยศสรรเสริญนินทาสุขทุกข์

สัมมาวาจา - พูดดี พูดไม่ให้มี โลภโกรธหลงปนไปในนั้น รักษาศีลข้อ มุสาวาทาฯ

สัมมากัมมันโต - กัมมันโต กัมมันตะ แปลว่า กระทำ สัมมากัมมันโต คือการกระทำชอบ ชอบนี้คือชอบธรรม ไม่ใช่ชอบใจ ข้อนี้มันคือศีลข้อ ปานา อทินนา กาเม

สัมมาอาชีโว - เลี้ยงชีพดี ทำอาชีพที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น มีชีวิตเป็นไปเพื่อไม่เบียดเบียนตนและคนอื่น

สัมมาวายาโม มายามะ แปลว่า ความหมั่น ความเพียร รวมถึง ฉันทะ เพื่อก่อโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นได้แก่ ศรัทธา วิริยะ ปิติ เพื่อความปราโมทย์ เพื่ออินทรีย์กำลัง

สัมมาสะติ

สัมมาสมาธิ

รวมๆ แล้วก็คือ ศีล สติ สมาธิ ปัญญา เป็นไปเพื่ออะไร

--> เป็นไปเพื่อเพื่อ ยถาภูตญาณทัสสนา 

ยถาภูต (ตามความเป็นจริง) + ญาณ (ความรู้) + ทสฺสน (การเห็น)

ความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง หมายถึง วิปัสสนาญาณที่ ๒ คือ ปัจจยปริคคหญาณ เป็นการประจักษ์แจ้งนามรูป พร้อมทั้งเหตุปัจจัยที่ทำให้นามรูปเหล่านั้นเกิดขึ้นตามความเป็นจริง หรืออีกนัยหนึ่งหมายถึง ทิพยจักขุญาน เป็นปัญญาที่เกิดกับอภิญญาจิต ซึ่งเกิดจากการอบรมสมภภาวนาจนจิตสงบถึงปัญจมฌาน (รูปฌานที่ ๕) สามารถเห็นรูปแม้อยู่ในที่ไกล ในที่มืด หรือในที่ปกปิดไว้ได้  เห็นแล้วว่า นามกับรูปมันแยกกัน แล้วรูปก็ไม่มีอยู่จริง นามก็ไม่มีอยู่จริง จนมันรวมกันเป็นอันเดียวคือว่าง

--> เป็นไปเพื่อ นิพพิทา คือความเบื่อหน่าย ไม่ใช่เราจะเบื่อเอง ต้องเกิดจากความรู้ความเห็นก่อน คือญาณ ที่เรียกว่า นิพพิทาญาณ

        นิพพิทาญาณ  ญาณ แปลว่า ความรู้ ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง,  นิพพิทาญาณ จึงหมายถึง ความรู้ความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งที่ทำให้เบื่อหน่ายในสังสารวัฏหรือกองทุกข์,  ความปรีชาหยั่งเห็นสังขารตามความจริง จึงเกิดความหน่ายในสังขารทั้งปวงว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา,  ปรีชาคำนึงถึงสังขารด้วยความหน่าย เพราะมีแต่ทุกข์และโทษมากมาย  แต่ไม่ใช่การทำลายตนเองเพราะเบื่อสังขารด้วยตัณหา,  นิพพิทาญาณจัดเป็นหนึ่งในญาณ ๑๖ หรือโสฬสญาณ

--> เป็นไปเพื่อ วิราคะ วิแปลว่า ถอน 

ถอนราคะ  ราคะก็คือกิเลสตัวนึง คือการหลงไหลในกาม หลงโลกสมมุติพูดง่ายๆ เห็นว่ารูปเรานี่งาม รูปสาวๆนี่ก็งาม เห็นว่ารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอารมณ์ นี่เป็นสิ่งที่ควรเสพ  เมื่อถอนราคะ ก็ถอนการเสพ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอารมณ์ ราคะที่มันอยู่ในจิตผู้รู้คือวิญญาณ เจาะมันออกมา แล้วถอนมันออกมา หลกมัน ดึงมันออกมา คือหลกมันนี่ละ ดินแก่นกะหลกยากเด้อ ดินอ้อนอ่อนนุ่มๆ น้ำขัง ยกขึ้นหลุดย่อยออกมาโลด  เพิ่นจั่งว่า ทำเหตุให้บริบูรณ์ เดี๋ยวพอมันบริบูรณ์ก็สำเร็จเอง คิดเบิ่งพระอานนท์หน่ะ ตอนเพิ่นสิบรรลุอรหันต์ เพิ่นแค่ สินอน สิเอาหัวลงนอนแค่นั่นบรรลุอรหันต์เลย บรรลุย่อนหลังว่าติ ย่อนคำว่า ช่างแม่ง ช่างมัน ประมาณว่า เออช่างแม่ง บ่ได้ไปนิพพานกะช่างแม่ง พอนอนเท่านั่นแหละ นิพพานปุ๊บ พอว่าเพิ่นออกบรรลุอรหันต์หลาย เพราะจิตมันโลภ โลภอยากเป็นพระอรหันต์ ราคะเกิดแล้วเด้หนิ กิเลสโตอื่นเพิ่นละเบิดแล้ว เหลือตัวนี่ละ คือราคะ กับมานะ พอนอนปั๊บบรรลุเลย เพราะว่าเพิ่นเฮ็ดสมาธิมาหลายแล้วจนเฒ่าว่าสั้นเถอะ ขนาดพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระพุทธเจ้าตายก่อนเพิ่นกะยังบ่บรรลุอรหันต์ ย้อนว่า ติดคัมภีร์ ปริยัติอยู่นั่นหละ คอยบีบขาบีบแข่งให้พระพุทธเจ้า พระพุทธไปไส พระอานนท์กะไปนำ ได้ฟังธรรมะหลายกว่าหมู่ในบรรดาลูกศิษย์ ขนาดอยู่ข่างพระพุทธเจ้ายังบ่บรรลุธรรมง่ายเลย ย่อนหยังเอ้า นั่นหล่ะ คือจั่งหลวงพ่อชาบอก อยากไปนิพพานมันก็ไปนิพพานไม่ได้นะสิ

ต่อมาคือ เป็นไปเพื่อวิมุติ คือหลุดพ้น วิมุติ กะคือ การกะเทาะเปลือกไข่ เปลือกไข่คือวิญญาณ จิตของพุทธะ หลุดออกจากตัวผู้รู้ เอาจิตไปเพิ่งทำลายเองไม่ได้นะ ถ้ามันหน่าย มันออกมาเอง ถ้าอินทรีย์บารมีพร้อม เต็ม ออกมาเอง สร้างเหตุรอไปก่อน

-- >เป็นไปเพื่อ ขยญาณ ก็คือ อาสวักขยญาณ อาสวักขยญาณ ความรู้ที่ทำอาสวะให้สิ้น. ญาณหยั่งรู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะ (เกี่ยวกับ วิชชา ๓ , วิชชา ๘)

--> เป็นไปนิพพาน คือความสงบเย็น ความว่าง ความไม่กลับมาเกิดในโลกียโลก โลกียภูมิอีก คือไปอยู่โลกียะคือ มหาสุญญตา

--

#รูป 5

อิทัง ทุกขัง อะริยะสัจจันติ เม ภิกขะเว ปุพเพ อะนะนุสสุเตสุ ธัมเมสุ จักขุง อุทะปาทิ ญาณัง อุทะปาทิ ปัญญา อุทะปาทิ วิชชา อุทะปาทิ อาโลโก อุทะปาทิ ฯ 

 (ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า นี่เป็นทุกข์อริยสัจ)

ก็คือ หมดทุกข์แล้วนั่นเอง

เวลาพระอรหันต์ทุกมื่อนี่ บรรลุแล้วไปบอกไผกะบ่ได้ บ่คือพุทธกาล ขนาดพระพุทธเจ้าเพิ่นยังบอก 

เบิ่งดู้เพิ่นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุได้เกิดขึ้นแล้ว ญาณได้เกิดขึ้นแล้ว ปัญญาได้เกิดขึ้นแล้ว วิชชาได้เกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างได้เกิดขึ้นแล้วแก่เราในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้เคยฟังแล้วในกาลก่อนว่า นี่เป็นทุกข์อริยสัจ

ฟังดู้ เพิ่นว่า

ทุกมื่อนี่ พระอรหันต์บ้านเฮามาเว้าแบบนี้บ่ได้ดอก

มีแต่พวกมีกิเลสสิมาจับพระอรหันต์สึก พวกซาติซั่ว

กะเบิ่ง กะฟังติละ แม้เราสึก เราก็ไม่ยึดถือในผ้าเหลือง ในการกราบไหว้บูชาอามิธ แต่การดำรงอยู่ซึ่งความเป็นพระสงฆ์ จะสามารถประกอบกิจการงานชอบได้ 1. คือการได้เผยแผ่พระพุทธศาสนาให้ขจรไกล

2. คือ การได้อนุเคราะห์เป็นนาบุญให้แก่ ผู้คนได้ทำทานกับผู้ที่ควรรับทักษิณาทาน

ฟังดุละ พวกกิเลสหนา

เพิ่นบ่ได้ติดดอก อายุพรรษา ท่อนั่นท่อนี่ สิให้เพิ่นยัตติกับไปกับมา ธรรมยุต มหานิกาย เริ่มพรรษาใหม่ทุกปีเพิ่นกะเฮ็ดได้ แต่ถามก่อน สิให้เพิ่นเฮ็ดไปเพื่อหยัง 

เพิ่นเบิดแล้ว โลกธรรม 8 ลาภยศสรรเสริญนินทาสุขทุกข์  บ่เอาหยังแล้ว อยู่ไปเพื่อสงเคราะห์โลกท่อนั่น เพราะงานของเพิ่นที่สิฆ่ากิเลส ฆ่าความทุกข์นี่เบิดแล้ว ฟังเอาไว้ดุ

เอาเด้อ ให้พากันตั้งใจปฏิบัติ เพื่อความหลุดพ้น หลุดพ้นแล้ว กะมาสอนพุบ่ทันหลุดพ้น ให้ตั้งใจเอาเด้อ มีสติ

บ่ประมาท อย่าพึ่งตาย ถ้ายังบ่หลุดพ้น เข้าใจบ่

แต่ถ้าสิตายอิหลี  ขอยืมคำหลวงพ่อฤาษีลิงดำมาว่า

นึกพวกเธอพึงนึกไว้เสมอว่า มนุษยโลกเราไม่เอา สวรรคโลกเราไม่เอา นรกเราไม่เอา พรหมเราไม่เอา ไม่เที่ยงไม่แน่นอนเราไม่เอา เราจะไปนิพพานเท่านั้น เพราะนิพพานเที่ยงแท้แน่นอน นิพพานนังปรมังสุขัง  

เฮ็ดใจว่างๆ หายใจเข้ารู้ หายใจออกวาง นิพพานนังปรมังสุขัง

เฮ็ดใจว่างๆ หายใจเข้ารู้ หายใจออกวาง นิพพานนังปรมังสุขัง

เฮ็ดซ้ำไปเรื่อยๆ เข้าใจเด้อ

เอวังฯ

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2565

คำถามเดียวกันแต่คนถามคนละคน จะได้คำตอบไม่เหมือนกัน

 

คำถามเดียวกัน แต่ถ้าคนถามคนละคน แต่คนตอบคือคนเดิม คำถามเดียวกัน จะได้คำตอบที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับภูมิจิตภูมิธรรมของคนที่มาถาม

บางครั้ง การถามก็เป็นเพียงการถามเพื่อลองภูมิจิตภูมิธรรมภูมิปัญญา

การตอบ จึงเป็นการหลบเลี่ยงที่จะไม่บอกคำตอบที่แท้จริง เพื่ออำพรางภูมิจิตภูมิธรรมของตน

หากต้องการรู้จริงในเรื่องที่ถาม การตอบครั้งแรก อาจจะเป็นการตอบแบบเบื้องต้น แต่ถ้าผู้ถามอยากรู้จริงๆ ให้ถามคำถามเดิมย้ำอีกเป็นรอบที่ 2 

ท่านอาจจะเป็นตาตอบให้

แต่ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาของการทำเหตุ

ไม่ใช่ ศาสนาที่ สามารถบอกคำตอบเหมือนเฉลยข้อสอบได้ ต้องผ่านการเข้าห้องสอบจริง และสอบด้วยตนเองจริงๆ จึงจะรู้ว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

แต่ถ้าหากมีคน เฉลยคำตอบบ้าง ในความจำสัญญาอาจจะง่ายขึ้น ถ้ามีคนช่วยไกด์ อย่างเช่น หลวงปู่ดุลย์กับหลวงพ่อพุธ ช่วยไกด์ให้ หลวงพ่อปราโมทย์ พาหลวงพ่อปราโมทย์ เอามาทำเอามาปฏิบัติ หลวงพ่อปราโมทย์ก็บรรลุธรรม เพราะสิ่งที่ช่วยไกด์นั้นมีประโยชน์ในการเข้าสนามสอบ

ตัวอย่างเช่น หยุดคิดถึงจะรู้  แต่ที่รู้ก็ต้องอาศัยคิด

พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้

พบจิตให้ทำลายจิต

จิตเห็นจิต

จิตปล่อยวางจิต

 “พบผู้รู้ให้ทำลายผู้รู้ พบจิตให้ทำลายจิต จึงจะถึงความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง"

"จิตผู้รู้เหมือนฟองไข่ เมื่อลูกไก่เติบโตเต็มที่มันจะเจาะทำลายเปลือกออกมาเอง"

ได้แต่กราบ กราบ กราบ ครูบาอาจารย์กราบเท่าไหร่ก็ทดแทนบุญคุณท่านไม่ได้ มันมีแต่จริงๆๆ เชื่อหมดหัวจิตหัวใจเลย  #หลวงปู่ดุลย์ #หลวงพ่อพุธ #หลวงพ่อปราโมทย์ปราโมชโช


วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2565

เราบอกว่า เกิดดับ เกิดดับ

 เราบอกว่า เกิดดับ เกิดดับ

แล้วอะไรล่ะ คือเหตุเกิด
แล้วอะไรล่ะ คือเหตุดับ
คำสอนของพระพุทธเจ้าจำแนกออกเป็น2ประเภทคือ
1. หลักการและเหตุผล
2. หลักปฏิบัติแนวทางปฏิบัติ



เรารักษาศีล เพื่อไม่ให้ก่อกรรมก่อเวรซึ่งกันและกัน

 เรารักษาศีล เพื่อไม่ให้ก่อกรรมก่อเวรซึ่งกันและกัน

เพื่อความไม่เป็นทุกข์ และเพื่อไม่ให้เกิดเจ้าทุกข์
เจ้าทุกข์นี้หมายถึง เจ้ากรรมนายเวร
เจ้ากรรมนายเวร ที่ผูกจิต อาฆาต พยาบาท ผูกจิตโลภ ผูกจิตริษยา แรงกรรม แรงอาฆาต ของคู่เวร คู่กรรม
การก่อกรรม ย่อมก่อให้เกิด วิบากกรรมตามมา
การสารภาพบาป และการขออภัย คือสิ่งที่ผู้ก่อเวรควรทำ
การให้อภัย (อโหสิกรรม) คือสิ่งที่ผู้จองเวรจองกรรม ควรทำ
ถ้าทุกคนในโลกนี้ เหล่าสรรพสัตว์ในสังสารวัฏ ทุกรูปทุกนาม ทั้งนาค เปรต ยักษ์ เทพ หมู หมา กา ไก่ วัว ควาย สามารถให้อภัยกรรม อโหสิกรรม กับทุกคน ทุกสรรพสิ่ง ทุกกริยาอาการ ทุกรูปทุกนาม ทั้งเรื่องที่เคยผ่านเข้ามา ทำให้การจองกรรมจองเวรหายไป เป็นการล้างกรรม ล้างบาป ทั่วทั้งโลกธาตุ (เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก)
มาต่อเรื่องศีล 5
1. วิญญาณ 1 ดวงสามารถ ให้อภัยคนที่มาฆ่าได้ วิญญาณนั้นย่อมหลุดไปจากภพนั้นเข้าสู่ ภพถัดไปตามบุญตามกรรม ไปที่ชอบที่ชอบ
2. การลักทรัพย์ เราไปลักฮอลล์ร้านค้า 1 เม็ด แล้วแม่ค้าโวยวาย เราเลยควักแบงค์ 500 ให้บอกว่า ไม่ต้องทอน แม่ค้าก็ไม่จองเวรจองกรรมเราแล้ว
3. ข้อสามนี่อย่าให้พูดเลยมันจะกลายเป็นหนังเอ็กซ์ ผัวเมียคู่นึง ชวนชู้มาเล่น threesome ผัวไม่ได้ จองกรรมจองเวรกับชู้
4. พูดบด เพื่อจะโกงเงิน หลอกเอาเงินเขามา ต่อมาเจ้าทุกข์ เขามาเอาเรื่องเอาราว ก็เลยคืนเงินเข้าไป แถมดอกเบี้ยให้ด้วย แถมข้าวสารอีก 10 กระสอบ พร้อมทั้งให้เจ้าทุกข์เฆี่ยนตีจนกว่าจะพอใจ พร้อมทั้งยอมติดคุกให้ 5 ปี เจ้าทุกข์ก็ไม่ติดใจเอาความ กรรมนี้ก็อโหสิกรรมไป
5. เบียดเบียนตนเอง ถ้าตนเองอภัยให้ตนเองได้ แล้วบอกว่าต่อไปจะไม่ทำอีก หรือเพลาๆลง ก็โอเค
ถามว่ากายกรรม กับมโนกรรม กรรมในแรงกว่ากัน
กรรมที่ประกอบด้วยเจตนา แรงที่สุด มโนกรรม คิดพยาบาท อาฆาต แม้ยังไม่ลงมือทำ ก็ผิดแล้ว
กับอีกคน ทหารตำรวจไปรบ ยิงคนร้ายตาย แต่ไม่ได้มีเจตนา ที่จะพยาบาท ก็ไม่รุนแรง ผิดนิดนึงแต่ไม่แรง ขึ้นอยู่กับเจ้าทุกข์ด้วย ตัวเองเป็นโจร จะมาโกรธตำรวจที่โดนตำรวจยิงสวนแล้วตายก็ไม่ใช่
สรุป
ให้อภัยตนเอง ให้อภัยผู้อื่น เบากาย เบาจิต เอวังฯ



“กตัญญูกตเวที”

 หัวข้อธรรมวันนี้ “กตัญญูกตเวที”





ต่อให้เราแบกพ่อแม่ไว้บนบ่าทั้งสองข้างจนเลือดไหลนองก็ไม่สามารถทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ได้ความกตัญญูเป็นคุณสมบัติ ของคนดีกระตัญญู อยู่เหนือเหตุผลต่อให้เรา
โอนเงินให้พ่อแม่เป็นจำนวน 1000 ล้านบาทก็ไม่สามารถทดแทนบุญคุณได้  แล้ววิธี ไหนล่ะถึงขึ้นชื่อว่าตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ได้  วิธีที่หนึ่งตอนท่านป่วยให้เราอุปัฏฐากป้อนข้าวป้อนน้ำทำความสะอาดเช็ดขี้เยี่ยวของท่ารอาบน้ำให้ท่านเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ท่านท่าแป้งพูดคุยกับท่านดีดี มีเวลาให้ท่าน ให้ท่านพาท่านเข้านอน 
สองคือการทำให้ท่านพบพระพุทธศาสนาให้มีสัมมาทิฏฐิมีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึกและสอนให้ท่านมีนิพพานเป็นที่ไปก็คือสอนให้ท่านบรรลุธรรมชาตินี้มีนิพพานเป็นที่ไปนั้นขึ้นชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ รวมถึง การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อมและการทำจิตใจให้บริสุทธิ์

ปรมาจารย์

 หลวงปู่บุดดา ปรมาจารย์ด้านอภิธรรม

หลวงปู่มั่น ปรมาจารย์เรื่องวินัย
หลวงปู่ดุลย์ ปรมาจารย์เรื่องจิต
ส่วนมหาเปรียญ9แต่จำพระสูตรไม่ได้เลิกคุย