วันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วิชชา ๓ เครื่องมือแห่งการตรัสรู้ธรรม

 



วิชชา ๓ เครื่องมือแห่งการตรัสรู้ธรรม


บทความจากพระสูตรบางส่วนเรื่องการตรัสรู้ธรรมของพระศาสดาบุคคลควรพิจารณาดูอย่างยิ่งเพราะ โลกนี้คือคุกแห่งสังสารวัฏที่ติดของสัตว์

-------------------------------------


การตรัสรู้อริยสัจ ๔ และธรรมอื่นๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอาศัยอำนาจแห่งญาณทัสสนะของวิชชา ๓ เป็นเครื่องมือในการค้นคว้าความจริง วิชชา ๓ นี้ ทรงได้จากการบำเพ็ญสัมมาสมาธิตามหลักอริยมรรคมีองค์ ๘ อย่างอุทิศชีวิตเป็นเดิมพันวิชชา ๓ คืออะไร ?

วิชชา คือ ความรู้แจ้ง คือ ความรู้แจ่มแจ้ง ความรู้ชัดเจน ไม่คลุมเครือวิชชา เป็นความรู้แจ้งเห็นแจ้งตามความเป็นจริงที่เกิดจากการบำเพ็ญวิปัสสนา มิใช่ความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียน หรือการนึกคิดคาดคะเนวิชชา เป็นชื่อของญาณที่ทำให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ มี ๓ อย่าง คือ...


วิชชาที่ ๑ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ คือ ความรู้แจ้งเป็นเหตุให้ระลึกอดีตชาติของตนเองได้


วิชชาที่ ๒ จุตูปปาตญาณ หรือ ทิพพจักขุญาณ คือ ความรู้แจ้งในเรื่องการไปเกิดมาเกิดของสัตวโลกทั้งปวง


วิชชาที่ ๓ อาสวักขยญาณ คือ ความรู้แจ้งที่ทำให้กิเลสสิ้นไป

ด้วยอานุภาพของวิชชา ๓


พระพุทธองค์จึงทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ได้สำเร็จด้วยอานุภาพของวิชชา ๓ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสรู้อริยสัจ ๔ ได้สำเร็จ นับแต่นั้นมากิเลสที่ ห่อหุ้ม หมักดอง บีบคั้น บังคับพระทัยของพระองค์มายาวนานนับภพนับชาติไม่ถ้วน ก็ถูกกำจัดออกไปจนหมดสิ้น


ดังนั้น พระองค์จึงตรัสปฐมพุทธพจน์เป็นการประกาศอิสรภาพจากการเป็นนักโทษในวัฏสงสารอย่างเป็นทางการว่า...


“เราแสวงหานายช่างผู้ทำเรือนเมื่อไม่ประสบ จึงได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารมีชาติเป็นอเนก ความเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์,แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน เราพบท่านแล้ว,ท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้,ซี่โครงทุกซี่ของท่าน เราหักเสียแล้ว,ยอดเรือนเราก็รื้อเสียแล้ว,จิตของเราถึงธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่งแล้ว,เพราะเราบรรลุธรรมที่สิ้นตัณหาแล้ว”


ถ้อยคำในปฐมพุทธพจน์บางคำแฝงความหมายไว้ดังนี้


เรือน หมายถึง ร่างกาย ที่ใช้ในการเวียนว่ายตายเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนนายช่างผู้ทำเรือน หมายถึง ตัณหา (ความอยาก) ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของกิเลส อันเป็นสาเหตุให้สรรพสัตว์ต้องติดคุกอยู่ในการเวียนว่ายตายเกิดเราพบท่านแล้ว หมายถึง เราตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ได้พบท่านแน่นอนแล้วท่านจะทำเรือนอีกไม่ได้ หมายถึง ท่านจะทำให้เราเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏอีกไม่ได้


ซี่โครง หมายถึง กิเลสเหล่าอื่นทั้งหมด

ยอดเรือน หมายถึง อวิชชา ได้แก่ ความไม่รู้แจ้งในเรื่องความจริงของชีวิต ทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคต อันเป็นเหตุให้สัตวโลกตกอยู่ในสภาพการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร


ธรรมปราศจากเครื่องปรุงแต่ง ได้แก่ นิพพาน หมายถึง พระทัยของพระพุทธองค์บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง ด้วยการบำเพ็ญสัมมาสมาธิจนกระทั่งบรรลุวิชชา ๓


จากปฐมพุทธพจน์นี้ อาจสรุปได้ว่า วิชชา ๓ นั้น เปรียบเสมือนเครื่องมือที่พระพุทธองค์ทรงใช้ในการค้นพบความจริงต่าง ๆ ที่ถูกปิดบังเป็นความลับไว้ในวัฏสงสารมากมายหลายเรื่อง เช่น อริยสัจ ๔ ภพ ๓ โลกันตร์ เป็นต้น


คนทั้งโลกไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า โลกนี้คือคุกแห่งสังสาารวัฏ ทุกคนล้วนกำลังเป็นนักโทษตดิคุกนี้อยู่วัฏสงสารยาวนานเท่าใด

การบรรลุวิชชา ๓ ทำให้พระพุทธองค์ทรงค้นพบความจริงว่า วัฏสงสารนี้มีมายาวนานจนไม่อาจกำหนดระยะเวลาเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลายได้ ดังที่ตรัสว่า


“ดูก่อนภิกษุทั้งหลายสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องต้นเบื้องปลายไม่ได้

เมื่อเหล่าสัตว์ผู้ยังมีอวิชชาเป็นที่กางกั้นมีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฏ...”


พระองค์ยังได้ตรัสแสดงธรรมอีกว่า เพราะความไม่รู้เรื่องกฎแห่งกรรม ทำให้โลหิตที่มนุษย์แต่ละคนต้องสูญเสีย เนื่องจากการถูกตัดศีรษะเมื่อเกิดเป็นสัตว์ต่าง ๆ เช่น โค กระบือ แกะ แพะ ไก่ สุกร หรือเป็นโจรปล้น เป็นชายชู้ ฯลฯ


ในระหว่างที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารนั้น มีปริมาณมากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ แห่ง รวมกันเสียอีก แต่ปัญหาก็คือ คนทั้งโลกไม่มีใครเฉลียวใจเลยว่า โลกนี้คือคุกแห่งสังสารวัฏ ทุกคนล้วนกำลังเป็นนักโทษติดคุกนี้อยู่ ไม่รู้ว่าตนกำลังตกอยู่ภายใต้ กฎแห่งกรรมและกฎไตรลักษณ์ ไม่มีใครรู้สาเหตุแท้จริงที่ทำให้ตนประสบทุกข์ เพราะไม่ว่าคนจน หรือคนรวยต่างก็มีทุกข์ทั้งสิ้น จึงไม่มีใครช่วยใครให้พ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาด จำต้องเวียนว่ายตายเกิด และทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกนี้โดยไม่รู้จบสิ้น โดยไม่มีใครตอบได้ว่า วัฏสงสารยาวนานเท่าใด..อนุโมทนาสาธุในการธรรมค่ะทุกท่าน..

----------------------------


ที่ติดของสัตว์


ภิกษุ ท. ! สังสารวัฏนี้ เป็นสิ่งที่มีเบื้องตนและเบื้องปลายอันบุคคลรู้ไม่ได้ (เพราะเป็นวงกลม), เบื้องตน เบื้องปลาย ไม่ปรากฏ แก่สัตวทั้งหลาย ซึ่งมีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน กําลังแล่นไปอยู่ ท่องเที่ยวไปอยู่.


ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือนสุนัข ถูกผูกด้วยเครื่องผูกสุนัข ซึ่งเขาผูกไว้ที่หลักหรือเสา อันมั่นคง : ถ้ามันจะเดินก็เดินเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, 

ถ้ามันจะยืนก็ยืนเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, ถ้ามันจะนั่งก็นั่งเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, ถ้ามันจะนอนก็นอนเบียดหลักหรือเสานั้นเอง, อุปมานี้ ฉันใด ;


ภิกษุ ท. ! อุปไมยก็ฉันนั้น คือ บุถุชน ผู้ไม่ได้ยินได้ฟัง ย่อมตามเห็น พร้อม (คือเห็นดิ่งอยู่เป็นประจํา) ซึ่ง รูป ว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา 

นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้ ;ยอมตามเห็นพร้อม ซึ่ง เวทนา ว่า

“นั่นของเรา (เอตฺ มม)นั่นเป็นเรา (เอโสหมสฺมิ) 

นั่นเป็นตัวตนของเรา (เอโส เม อตฺตา)” ดังนี้ ;ยอมตามเห็นพร้อม ซึ่ง สัญญา ว่า “นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้;


ย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่ง สังขาร ทั้งหลาย ว่า “นั่นของเรา นั่นเป็น

เรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้ ;และย่อมตามเห็นพร้อม ซึ่ง วิญญาณ ว่า“นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา” ดังนี้.


ถ้าบุถุชนนั้นเดินอยู่ก็เดินอยู่ใกล้ ๆ ปัญจุปาทานขันธ์นี้เอง, 

ถ้าบุถุชนนั้นยืนอยู่ก็ยืนอยู่ใกล้ ๆปัญจุปาทานขันธ์นี้เอง, 

ถ้าบุถุชนนั้นนั่งอยู่ก็นั่งอยู่ใกล้ๆ ปัญจุปาทานขันธ์นี้เอง, 

ถ้าบุถุชนนั้นนอนอยู่ก็นอนอยู่ใกล้ ๆ ปัญจุปาทานขันธ์นี้เอง.


ภิกษุ ท. ! เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ บุคคลควรพิจารณาดูจิต

ของตนอยู่เสมอไป ว่า“จิตนี้ เศร้าหมองแล้ว ด้วยราคะ โทสะ และโมหะ ตลอดกาลนาน”ดังนี้เถิด.

------------------------------------

- ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๘๓/๒๕๘.

ไม่มีความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น